ข้อมูลทั่วไปประจำวิชา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาคใต้ : ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม

          การที่ภูมิประเทศของภาคใตE เป็นชายฝั่งทะเลทั้ง 2 ด้าน ทำให้มีสภาพที่อุดมสมบูรณEป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานของมนุษยEาตั้งแต่อดีต  การค้นพบเครื่องมือหิน และภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ ที่จังหวัดกระบีE เป็นสิ่งยืนยันของการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตรEถึง 25,000 ปีลงมาจน 8,000 ปีมาแล้ว เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตรEิดทะเลจึงเป็นแหล่งที่มีการติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้ากับคนต่างถิ่นตลอดมา  มีหลักฐานสำคัญ เช่น พระพุทธรูปพระโพธิสัตวEวโลกิเตศวร ซึ่งแสดงถึงอิทธิพลของพุทธศาสนานิกายมหายาน เหรียญทองจารึกภาษาอาหรับ เหรียญเงินของอินเดียและโรมัน ตะเกียงของโรมัน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ภูมิภาคนี้เป็นเมืองท่าที่มีคนเข้ามาติดต่อค้าขายมาช้านาน
         หากพิจารณาสภาพแวดล้อมของการตั้งถิ่นฐาน พบว่า ทางชายฝั่งตะวันตกอุดมด้วยป่าไมEและแร่ธาตุ โดยเฉพาะดีบุก ทั้งยังอยู่ในเส้นทางลมที่ใช้ในการเดินเรือสมัยโบราณ เพื่อติดต่อกับบ้านเมืองทางตะวันตก เช่น ลังกา อินเดีย ตลอดจนดินแดนทางอาหรับ ปัจจัยสำคัญ 2 ประการดังกล่าวมานีE ทำให้มีกลุ่มคนมาตั้งหลักแหล่ง แสวงหาแร่ธาตุและจับปลา
          ส่วนชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก ซึ่งมีคลื่นและลมแรงน้อยกว่าทางฝั่งตะวันตก จึงมีสันทรายจำนวนมากและมีแม่น้ำสายสั้นEมากกว่าทางฝั่งตะวันตก มีดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การเพาะปลูก โดยเฉพาะการปลูกข้าว นอกจากนี้บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ยังเหมาะที่จะจอดพักเรือสินค้า สภาพดังกล่าวทำให้บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกเป็นแหล่งที่มีมนุษยEัญจรไปมา และตั้งหลักแหล่งมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตรE จนกระทั่งในยุคประวัติศาสตรEในสมัยโลหะพบหลักฐานกลองมโหระทึกสำริด ที่จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎรEานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลา เป็นต้น กลองมโหระทึกบางใบมีดลวดลายจำหลักเป็นรูปเรือคล้ายกับที่พบในเวียดนามภาคเหนือ สิ่งเหล่านี้แสดงว่า ผู้คนในอดีตที่อาศัยอยู่บนดินแดนภาคใต้  มีการติดต่อกับผู้คนแถบภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือติดต่อกับ คนในเวียดนาม และกัมพูชามาก่อน 
           เมื่อมีการติดต่อระหว่างอาณาจักรใหญ่ที่เดินทางค้าชายผ่านไปมา  โดยเฉพาะอินเดียและจีน ทำให้พ่อค้าที่เดินทางไปค้าขายจำเป็นต้องหยุดแวะพัก ส่งผลให้ภาคใต้กลายเป็นศูนยEลางในการติดต่อค้าขาย และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ก่อกำเนิดเป็นชุมชนทางการค้า และมีพัฒนาการมาเป็นลำดับ จนถึงเป็นอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรือง
อาณาจักรที่สำคัญ มีดังนีE

อาณาจักรศรีวิชัย
           ในจดหมายเหตุภูมิศาสตรEองปโตเลมี (พ.ศ.693) กล่าวถึง พื้นที่จังหวัดสุราษฎรEานี หรือบริเวณอ่าวบ้านดอน เป็นเมืองการค้า ทางทะเลระหว่าง อาหรับกับจีน มาช้านาน อาจจะก่อน พุทธศตวรรษ ทีE7 สันนิษฐานว่า มีการใชEเส้นทาง จากอ่าวไทยเข้าสูEแม่น้ำตาปี-คลองมีน-คลองโอ๊ก-คลองวังหีบ-แม่น้ำตรัง ออกสู่ทะเลอันดามัน เส้นทางนี้ไดEใช้มา จนกระทั่งพุทธศตวรรษทีE10 จึงเลิกไป เนื่องจากลำคลองบางตอนตื้นเขิน   นอกจากนั้น ในหลักฐานของจีนได้กล่าวถึง เมืองพานพานซึ่งมีตำแหน่ง บริเวณ อ่าวบ้านดอน ตั้งแตEพุทธศตวรรษทีE7
           อาณาจักร ศรีวิชัย ได้ก่อตั้งประมาณพุทธศตวรรษทีE12 โดยได้รับอิทธิพลอารยธรรมทางด้านศาสนาและศิลปะจากอินเดีย   ศูนยEลางของอาณาจักรอยู่ที่ใดนั้น ยังมีความเห็นแตกต่างกัน บ้างเชื่อว่า อยู่ที่เมืองปาเล็มบัง บนเกาะสุมาตราเพราะมีเจดียEุโรพุทโธ เป็นหลักฐานสำคัญ อย่างไรก็ตาม รูปแบบศิลปกรรมแบบศรีวิชัย ยังปรากฏอยู่ทีEอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรEานี นั่นคือ เจดียEระธาตุไชยา แสดงว่า บริเวณนีE ย่อมเป็นเขตแดนสำคัญของอาณาจักรศรีวิชัยด้วยเช่นกัน ศรีวิชัยจึงมีอาณาเขตครอบคลุมภาคใต้ของไทยและหมู่เกาะต่างEไม่ว่าจะมีศูนยEลางอยู่ที่ใด เชื่อว่าอาณาจักรศรีวิชัย มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง เพราะเป็นศูนยEลาง การค้าและแหล่งซื้อขายเครื่องเทศ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความเข้มแข็งทางการเมือง  ศรีวิชัยได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณEฮินดู และศาสนาพุทธ นิกายมหายาน ซึ่งได้สถาปนา อย่างมั่นคง และเจริญรุ่งเรือง ในจดหมายเหตุของภิกษุอี้จิง ได้กล่าวว่า ศรีวิชัยมีภิกษุเป็นพันรูป และแนะนำใหEภิกษุจีน ที่จะไปศึกษาศาสนาพุทธ ที่อินเดีย ควรพักเพื่อศึกษาภาษาสันสกฤต การปฏิบัติตามธรรมวินัย ขนบธรรมเนียม และประเพณีต่างEที่ศรีวิชัย ก่อนประมาณ 1-2 ปี ต่อมาในพุทธศตวรรษทีE13 ศรีวิชัย ได้ขยายอาณาจักรครอบครอง มลายู และชวา และพุทธศตวรรษทีE14 เข้าตีขอม จามปา 
           ในพุทธศตวรรษทีE16 ขยายอำนาจครอบครองแคว้นโจฬะ และเกาะลังกา จนกระทั่งพุทธศตวรรษทีE19 กษัตริยEห่งอาณาจักรชวา ได้โจมตี ศรีวิชัย และตามพรลิงคEหรือ นครศรีธรรมราช ทำให้ศรีวิชัยอ่อนแอลง จนถึงพุทธศตวรรษทีE21-22 โปรตุเกส และฮอลันดา ได้เข้ามาจัดตั้งสถานีการค้าในมลายู รวมทั้งจีนได้เปลี่ยนนโยบายการค้า เป็นการค้าโดยตรงกับ เมืองต่างEทำให้บทบาทของศรีวิชัยต้องหมดไป

อาณาจักรลังกาสุกะ
        อาณาจักรลังกาสุกะพัฒนาขึ้นมาจากการเป็นชุมชนที่มีหัวหน้าเผ่าเป็นผู้นำ ในราวพุทธศตวรรษทีE7-8 และได้มีการติดต่อ รับวัฒนธรรม จากชนชาติอินเดียที่เดินทางเข้ามาเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้า จึงเกิดการพัฒนาชุมชน ขึ้นเป็นบ้านเมือง นอกจากนั้น  จดหมายเหตุจีน สมัยราชวงศEหลียง ได้บันทึกเรื่องราวของเมืองลังกาสุกะตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษทีE 13  โดยเรียกว่า  “รัฐลัง-ยา-สิ่ว ”ตั้งขึ้นเมื่อศตวรรษทีE7  และกล่าวไว้ว่า อาณาจักรอยู่ในบริเวณทะเลใตEห่างจากเมืองท่ากวางตุ้ง 24,000 ลี้ อาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับประเทศผัน-ผัน หรือ พาน-พาน
ชาวเมืองนิยมไว้ผมยาว ผู้หญิงแต่งกายด้วยผ้าฝ้าย มีเครื่องเพชรพลอยประดับตบแต่งกาย ผู้ชายมีผ้าพาดไหล่ทั้งสอง มีเชือกทองคาดเอวแทนเข็มขัด และสวมตุ้มหูทองรูปวงกลม และรู้จักการต้มน้ำทะเล (การทำนาเกลือ) เพื่อให้ได้เกลือมาใช้บริโภค และจำหน่าย  ในขณะที่เมืองปัตตานี ได้จัดทำเกลือ เป็นสินค้าจำหน่ายมาแต่ต้นสมัยอยุธยาแล้ว   แสดงว่า เมืองปัตตานีน่าจะเป็นที่ตั้งเมืองลังกาสุกะ

เมืองลังกาสุกะและเมืองตามพรลึงคE หรือเมืองนครศรีธรรมราช
       
เป็นบ้านเมืองในยุคเดียวกัน เมืองทั้งสองเคยมีความเจริญรุ่งเรือง และประสบภัยพิบัติ จากสงคราม จนต้องตกเป็นเมืองขึ้น ของอาณาจักรศรีวิชัย เมืองทั้งสองจึงมีวัฒนธรรมร่วมกัน หลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งในด้านศาสนา ความเชื่อ โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมทางพระพุทธศาสนา และพบหลักฐานหลายอย่างที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา เช่น โบราณสถาน ฐานเจดียEประกอบด้วยอิฐที่มีลักษณะแบบอิฐสมัยทวารวดี ศรีวิชัย ซึ่งสลักหักพัง กระจายอยูEในท้องทีE บ้านประแว พระพุทธรูปศิลาสมัยทวารวดีประทับยืน ปางประทานพร 1 องคEพระพุทธรูปนูนต่ำ แกะในแผ่นศิลาแดงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 6 นิ้ว รูปพระโพธิสัตวEพบอยู่ในซากองคEระเจดียEที่บ้านกำปงบารู ตำบลยะรัง ธรรมจักรศิลา สูง 13 เซนติเมตร วงล้อกว้าง 26 เซนติเมตร มีกงล้อ 8 อัน ไม่มีลวดลายแกะสลัก   ประดับตกแต่งวงล้อปัจจุบัน เก็บรักษาอยู่ที่วัดตานีสโมสร อำเภอเมืองปัตตานี หลักฐานดังกล่าว เป็นหลักฐานที่แสดงว่า อาณาจักรลังกาสุกะ  เป็นอาณาจักรที่ได้รับอิทธิพลขอพระพุทธศาสนา และอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดปัตตานี  แต่ต่อมาเมื่อผู้ปกครองและประชาชนหันไปนับถือศาสนาอิสลาม  จึงได้เปลี่ยนชื่อเมือง เป็นปัตตานี (ปัตตานีดารัสสลาม แปลว่า นครแห่งสันติ) โบราณสถาน หรือ โบราณวัตถุจึงเสื่อมโทรมไป  ดังนั้น ชื่อของเมืองลังกาสุกะ จึงไม่ปรากฏในเอกสารของชนชาติต่างEที่เดินทางเข้ามาค้าขายในแหลมมลายู (หลังจากปี พ.ศ.2054) แต่ปรากฏ ชื่อเมืองปัตตานี หรือตานี ขึ้นมาแทนทีEดังจะเห็นได้จากเอกสารของพวกพ่อค้าชาวโปรตุเกส ฮอลันดา และอังกฤษ แม้แต่เอกสาร ชาวจีน

อาณาจักรตามพรลิงคE/strong>
           ได้มีการพบหลักฐานโบราณคดีในบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นหลักฐานในยุคหินใหมE(อายุราว 3,500-2,000 ปีมาแล้ว) กล่าวคือ ได้พบเครื่องมือเครื่องใชE และภาชนะดินเผากระจัดกระจายโดยทั่วไปทั้งที่เป็นบริเวณถ้ำและที่ราบของจังหวัด เช่น  พบขวานหิน แบบ จงอยปากนกมีดหิน, สิ่วหิน, และหม้อสามขา เป็นต้น
            แสดงว่าในยุคนี้ได้เกิดมีชุมชนขึ้นแล้ว และชุมชนกระจัดกระจายโดยทั่วไป เนื่องจากสภาพภูมิศาสตรEี่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาทางอารยธรรมและการตั้งถิ่นฐานของมนุษยชาติ เพราะมีที่ราบชายฝั่งทะเลกว้างใหญ่ไพศาลเหมาะแก่การกสิกรรม มีอ่าวและแม่น้ำหลายสายที่เหมาะแก่การจอดเรือและคมนาคม  มีแหล่งน้ำสำหรับการบริโภคและตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นชายฝั่งทะเลเปิดอันเหมาะแก่การเป็นสถานีการค้า และแวะพักสินค้ามาแต่โบราณ ทำให้เกิดเป็นชุมชนโบราณและมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว ได้ปรากฎชื่อว่า“ตามพรลิงคE อยู่ในเอกสารมิลินทปัญญาของอินเดียตั้งแตE พุทธศตวรรษทีE5 และเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่พ่อค้าจากอินเดีย จีน ตะวันออกกลาง ต่อมาในพุทธศตวรรษทีE14-16 อาณาจักรศรีวิชัย มีอำนาจปกครองเหนือดินแดนแถบคาบสมุทร พุทธศาสนานิกายมหายานจึงได้แพร่เข้ามาที่แคว้นตามพรลิงคEbr />             เมื่อเข้าสู่พุทธศตวรรษทีE 17-18 แคว้นตามพรลิงคEุ่งเรืองสูงสุดผู้ครองแคว้นตั้งตนเป็นกษัตริยEรงพระนามว่า พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช พร้อมกันนั้นได้สถาปนาราชวงศEทุมวงศEละแผ่อิทธิพลรวมทั้งพุทธศาสนานิกายหินยาน ไปยังเมืองต่างๆในภาคใต้จนเป็นที่ยอมรับว่าเมืองตามพรลิงคEป็นศูนยEลางของพุทธศาสนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยนั้น
ส่วนชื่อเมืองนครศรีธรรมราชนั้น สันนิษฐานคงมาจากการกล่าวนามนครของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช 
            เมืองนครศรีธรรมราชรุ่งเรืองอยู่ประมาณร้อยกว่าปี และเสื่อมลงเมื่อยกทัพไปตีเมืองลังกา และถูกโจรชวาถือโอกาสเข้าปล้นเมืองถึง 3 ครั้ง ประกอบกับเกิดโรคระบาด จึงเป็นเหตุให้บ้านเมืองถูกทิ้งร้าง จนกระทั่งสมัยอยุธยา ผู้คนเริ่มกลับมาตั้งบ้านเมืองใหม่อีกครั้ง และนครศรีธรรมราชได้กลายมาเป็นหัวเมืองฝ่ายใต้ของราชอาณาจักรอยุธยา โดยในสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (ครองราชยEพ.ศ. 1991-2031) ได้ทรงเปลี่ยนฐานะเมืองนครศรีธรรมราชมาเป็น "หัวเมืองเอก" ใน พ.ศ. 1998 และให้เจ้าเมืองได้รับบรรดาศักดิEป็น "เจ้าพระยาศรีธรรมราช"
            ในสมัยธนบุรี เมืองนครศรีธรรมราช ได้รับการไว้วางพระราชหฤทัย โดยทรงโปรดเกล้าฯ ยกฐานะเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นเป็น   "ประเทศราช" โดยมีเจ้านราสุริยวงศEซึ่งเป็นพระเจ้าหลานเธอ ขึ้นเป็นเจ้าประเทศราช
            ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทรE ในช่วงรัชกาลทีE5 ได้มีการแก้ไขการปกครองหัวเมืองปักษEต้ใหมEนครศรีธรรมราชได้เปลี่ยนฐานะเป็นมณฑลนครศรีธรรมราช ในปี พ.ศ. 2439 จนกระทั่ง พ.ศ. 2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงได้ยุบมณฑลนครศรีธรรมราชและเปลี่ยนมาเป็นจังหวัดนครศรีธรรมราช

            สิ่งเหล่านี้แสดงว่า ผู้คนในอดีตที่อาศัยอยู่บนดินแดนภาคใต้  มีการติดต่อกับผู้คนแถบภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือติดต่อกับคนในเวียดนาม และกัมพูชามาก่อน  และนี่คือที่มาของการพัฒนาเป็นเมืองท่าการค้า เมื่อมีการติดต่อระหว่างอาณาจักรใหญ่ที่เดินทางค้าชายผ่านไปมา โดยเฉพาะอินเดียและจีน ทำให้พ่อค้าที่เดินทางไปค้าขายจำเป็นต้องหยุดแวะพัก  ส่งผลให้ภาคใตE กลายเป็นศูนยEลางในการติดต่อค้าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ก่อกำเนิดเป็นชุมชนทางการค้า และมีพัฒนาการมาเป็นลำดับ จนถึงเป็นอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรือง

วัฒนธรรมประเพณี
          สภาพแวดล้อมทางธรรมธรรมชาติ ย่อมมีผลต่อการประกอบอาชีพ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมประเพณีของชาวใต้ในปัจจุบัน ชาวใต้ส่วนใหญ่ยังคงประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรม ซึ่งได้แกE การประมง การเพาะปลูกเนื่องจากภูมิประเทศที่มีชายฝั่งทะเลทั้ง 2 ด้าน  อาชีพประมง จึงเป็นอาชีพสำคัญของชาวใตEนอกจากนั้นได้มีการเริ่มทำนากุ้ง และเพาะเลี้ยงปลาในเขตน้ำกร่อย เช่น ปลากะพง ส่วนการเพาะปลูกนั้น เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ไม่ค่อยมีที่ราบ จึงมีการทำนาน้อยกว่าภาคอื่นๆ พืชที่ปลูกส่วนใหญE เป็นพืชที่ชอบอากาศชื้น และเป็นพืชเศรษฐกิจ เช่น ยางพารา ปาลEน้ำมัน มะพร้าว กาแฟ นอกจากนั้นยังมีการเพาะปลูกผลไม้หลายประเภท เช่น ลองกอง ส้ม เงาะ
 
        ชาวใตEมีโอกาสที่จะได้การศึกษา และประกอบอาชีพ เหมือนผู้ได้รับการศึกษาทั่วEไป  โดยภาพรวมแล้ว ชาวใตEมักจะมีความเป็นอยู่ดี กว่าภาคอื่น E เนื่องจากความอุดมสมบูรณEองทรัพยากร
          การแต่งกายจะแตกต่างไปตาม กลุ่ม คือชาวไทยเชื้อสายจีนแต่งกายเป็นแบบจีน ชาวไทยมุสลิมจะแต่งกายคล้ายชาวมาเลเซีย สตรีนุ่งผ้าปาเตE สวมเสื้อเป็นเสื้อแขนกระบอก มีผ้าคลุมศีรษะผู้ชายนุ่งโสร่ง หรือกางเกง สวมเสื้อแขนยาว โพกศีรษะหรือสวมหมวก ปัจจุบัน มีการแต่งกายที่เป็นสากลมากขึ้นโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่  ส่วนภาษาที่ใช้เป็นภาษาไทยสำเนียงชาวใตEแต่ผู้ที่อยู่ใกล้ชายแดนระหว่างไทยกับ มาเลเซียจะพูดภาษายาวี หรือภาษามาลายู

          สำหรับอาหารการกิน ถึงแม้ว่าอาหารของภาคใต้จะมีรสจัด แต่ก็เป็นที่นิยมของคนทั่วไป ได้แกEแกงเหลือง แกงไตปลา แกงส้ม น้ำยาปักษEตE น้ำพริกกุ้งเสียบ น้ำพริกกะปิ ข้าวยำ ไก่กอและ เป็นต้น
          วัฒนธรรมประเพณีของชาวใต้  มักจะเกี่ยวเนื่องกับศาสนาพุทธ  ไม่แตกต่างจากภาคอื่น เช่น ประเพณีแห่ผ้าขึ้นพระธาตุและ  ประเพณีบุญเดือนสิบ ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ประเพณีกินเจ ของจังหวัดภูเก็ต

          งานประเพณีแห่ผ้าขึ้นพระธาตุ  เป็นประเพณีแสดงถึงความศรัทธาในศาสนาพุทธของชาวเมืองนคร ที่ได้กระทำปีละสองครั้ง ในวันสำคัญทางพุทธศาสนา คือ ในวันมาฆบูชา และวันวิสาขบูชา เริ่มด้วยการนำผ้าเป็นแถวยาวมาก แล้วพากันแห่ผ้านั้นไปยังวัดพระมหาธาตุ กระทำทักษิณาวรรตองคEระธาตุเจดียEามรอบ แล้วจึงนำไปยังวิหารม้า ซึ่งจะมีบันไดขึ้นสู่ภายในกำแพงแก้วล้อมรอบพระบรมธาตุเจดียE แล้วนำผ้าไปโอบรอบพระบรมธาตุเจดียE 
          ประเพณีบุญเดือนสิบ  คือการทำบุญทำทานอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นประเพณีที่ไม่ได้มีขึ้นเฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราช  หรือจังหวัดในทางภาคใต้เท่านั้น แต่ยังมีทำกันในจังหวัดทางภาคเหนือ และภาคอีสานอีกด้วย แต่จะ มีชื่อเรียกต่างEกัน เช่น ในภาคอีสานจะเรียกว่า "งานบุญข้าวสาก"และ  เรียกว่า "งานบุญตานกEยสลาก"ในภาคเหนือ
          ประเพณีกินเจ หรือ กินผักของชาวภูเก็ต เป็นประเพณีของคนจีนที่สืบทอดกันมาช้านาน เหมือนกับประเพณีกินเจที่ชาวจีนแหล่งอื่นEปฏิบัติ แต่เชื่อกันว่า ภูเก็ตเป็นแห่งแรกในภาคใต้ที่จัดประเพณีนี้ขึ้น ตั้งแต่สมัยที่ชาวจีนอพยพเข้ามาเป็นกรรมกรในเหมืองแรE   เล่ากันต่อEกันมาว่าครั้งหนึ่ง เกิดโรคระบาดขึ้นที่บ้านกระทูE คณะงิ้วจากเมืองจีนซึ่งมาเปิดการแสดงอยู่นาน จึงจัดให้มีพิธีกินผักและสร้างศาลเจ้าขึ้น เพื่อสะเดาะเคราะหEลังจากนั้นโรคร้ายก็หายไป  ประเพณีกินเจนีE นับว่าเป็นประเพณีที่ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ต่างให้ความสนใจมาก  เมื่อใกล้ถึงงาน จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก
          ประเพณีแข่งเรือกอและ  ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญของจังหวัดนราธิวาส อันมีประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิม  และ ประกอบอาชีพประมง เรือประมงของชาวเมืองนรานีEมีความแตกต่างกับเรือของชาวประมงในภาคใต้ตอนบนหรือภาคอื่นEเพราะเรือประมงของพี่น้องชาวจังหวัดนราธิวาส ที่เรียกกันว่า “เรือกอและEมีลักษณะสวยงามอย่างยิ่ง เมื่อถึงเทศกาลวันฮารีรายอ หรือวันละศีลอด พี่น้องชาวไทยมุสลิมก็จะงดออกหาปลา แต่จะร่วม พิธีการศาสนาและมีการละเล่น มีมหรสพสนุกสนานครื้นเครงตลอดจนการจัดให้มีการแข่งเรือกอและในหมู่พี่น้องชาวประมงบริเวณอ่าวซึ่งอยู่ติดกับหาดนราทัศนE และมัสยิดกลางในปัจจุบัน จึงสร้างความสนุกสนานให้แก่ผู้เข้าแข่งขันและผู้ชมเป็นอย่างมาก  ในปัจจุบัน สถานการณE้านเมืองที่ยังอยู่ในความไม่สงบ ทำให้การแข่งขันไม่คึกคักเท่าที่ควร
          ในแต่ละจังหวัดของภาคใตE ยังมีประเพณีอีกมากมาย ที่เป็นประเพณีที่แสดงถึงความศรัทธาในศาสนาที่ปฏิบัติมาช้านาน หรือ ประเพณีใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เป็นที่น่าสังเกตว่าคนใตE จะอพยพเข้าไปเป็นแรงงานในภาคอื่นน้อยมาก หรือ แทบไม่มี เพราะ ภาคใต้เป็นภาคที่มีความอุดมสมบูรณEนตัวเองไม่จำเป็นต้องอพยพไปทำมาหากินที่ใด นอกเหนือจากความอุดมสมบูรณEี่ทำให้คนใต้สามารถทำสวน ทำนา หาปลา เลี้ยงสัตวEล้ว ความสวยงามของทรัพยากรธรรมชาติทั้งทางบก ทางทะเล จะเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมชมอีกด้วย

 
 
© สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม - โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
88 ถนนตรีเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทรศัพท์ 0-2222-4196 โทรสาร 0-2224-8554