บทที่  ๔

ความงามของคำประพันธ์

                   ความงามของคำประพันธ์  คำประพันธ์มีความงาม  เป็นสิ่งก่อให้เกิดความสะเทือนอารมณ์  ตลอดจนเกิดความสุนทรีย์ทางอารมณ์

ซึ่งในขณะที่นี้เราจะกล่าวถึงความงามในรูปลีลาและรสเท่านั้น

1. ความงามในลีลา  เป็นกระบวนการพรรณาของกวีนิพนธ์  มีอยู่ 4 กระบวน  ซึ่งได้แก่

1.      เสาวรจนี(ลีลางาม)  หมายถึง  กระบวนชมโฉม การชมนาง  ชมธรรมชาติ ชมเมือง  เช่น

            พักตร์น้องละอองนวลปลั่งเปล่ง             ดังดวงจันทร์วันเพ็ญประไพศรี

อรชรอ้อนแอ้นทั้งอินทรีย์                                    ดังกินนรีลงสรงคาลัย

งามจริงพริ้งพร้อมทั้งสรรพางค์                           ไม่ขัดขวางเสียทรงที่ตรงไหน

พิศพลางประดิพัทธ์กำหนัดใน                            จะใคร่ไปโอบอุ้มองค์มา

                                                                                         (อิเหนา)

2.      นารีปราโมทย์(ลีลาแห่งความรัก)  หมายถึง  กระบวนการโลมเล้า  ได้แก่  การเกี้ยวพาราสี  รำพึงคนรัก  เช่น

                   โฉมควรจักฝากฟ้า                                     ฤๅดิน  ดีฤๅ

เกรงเทพไท้ธรณินทร์                                                   ลอบกล้ำ

ฝากลมเลื่อนโฉมบิน                                                     บอกเล่า  นะแม่

ลมจะชายชักช้ำ                                                            ชอกเนื้อเรียมสงวน

                                                                                     (มัทนะพาธา)

3.      พิโรธวาทัง(ลีลาแห่งความโกรธ)  หมายถีงกระบวนการโกรธตัดพ้อต่อว่า  ไม่สมหวังในความรัก  น้อยใจ  เช่น

                   อิลโอนศิโรเพฐน์                                       พจน์ขอขมาภัย

ศิวะทรงพิโรธใน                                                          ธ  กระทำกระลำพร

                   บมิทรงประสาทโทษ                                 อิดโอดสำออยวอน

วรองค์อุมาอร                                                               อนุกูลกำลูนครัน

(คำฉันท์ยอเกียรติชาวนครราชสีมา)

4.      สัลลปังคพิสัย(ลีลาแห่งความเศร้า)  หมายถึง  กระบวนการคร่ำครวญรำพัน  เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกเศร้าโศกไปด้วย  เช่น

                   “ เพรางายวายเสพรส                                 แสนกำสรดอดโอชา

อิ่มทุกข์อิ่มชลนา                                                          อิ่มโศกาหน้สนองชล

                   เวรามาทันแล้ว                                          จึงจำแคล้วแก้วโกมล

ให้แค้นแสนสุดทน                                                       ทุกข์ถึงเศร้าเสียดาย ”

(กาพย์เห่เรือ:เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์)

ความงามในรส  เป็นความงามในของความรู้สึกของมนุษย์ 

ซึ่งมีอยู่ 9 กระบวนการจากวรรณคดีสันสกฤต  ได้แก่

1.      สิงคารรส(รสแห่งความรัก)  แสดงอารมณ์แห่งความรักใคร่  พอใจ  ความชื่นชมยินดี  เช่น

                   “ โอ้อาตมะอกวิตกยิ่ง                                เพราะวหญิงวยาภา

ฉันใดจะได้สมรมา                                                       นิทระแนบพนอชม

                   ใคร่สมบ่สมหทยะใคร่                               ก็ไฉนจะได้สม

โหนหวยระทวยอุระระทม                                           ทุกข์แทบถล่มลง ” 

                   (นิทานเวลา:กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์)

2.      หาสยรส(รสแห่งความหรรษา)  แสดงอารมณ์หรรษา  สนุสนาน  เช่น

                   “ กึกก้องฆ้องขานกลองชัย                        ครื้นเครงหวั่นไหว

สะทกสะเทือนภาระงม

                   ชายหญิงบันเทิงทุกกรม                            หฤหรรษาสม

สรนุกจำเนียรนิจกาล ”

                   (พระสุธนคำฉันท์)

3.      กรุณารส(รสแห่งความสงสาร)  แสดงอารมณ์เห็นใจ  เศร้าโศกเสียใจ  เช่น

     “ แสนสงสารมารดาอุตส่าห์ถนอม    จะซูบผอมเผือดผิวจะหิวโหย

เหมือนดอกไม้ไกลต้นจะหล่นโรย      น้ำค้างโปรยปรายจะต้องหมองมัว

แม้นล้าเลื้อยเมื่อยเหน็บจะเจ็บป่วย      ใครจะช่วยอนุกูลพ่อทูนหัว

ทั้งผีสางกลางชลาล้วนน่ากลัว              จะจับตัวฉีกเนื้อเป็นเหยื่อกิน ”

4.      รุทธรส(รสแห่งความโกรธ)  แสดงอารมณ์โหดเหี้ยม  เช่น

                   “ เมื่อชูชกพฤฒาจารย์                              พาสองกุมารมาเต็มพัก 

ถึงทางตะกุกตะกักก้อนศิลา                                             เฒ่าชราเดินทะลุทะลาดเหยียบพลาดล้มผลุง ”

(มหาเวสันดรชาดก:กัณฑ์กุมาร)

5.      วีรรส(รสแห่งความกล้าหาญ)  แสดงอารมณ์เด็ดเดี่ยวห้าวหาญ  เช่น

                   “ นงคราญองค์เอกแก้ว                              กษัตรีย์

มานมนัสกัตเวที                                                           ยิ่งล้ำ

เกรงพระราชสามี                                                          มลายพระ  ชนม์เฮย

ขับคเชนทรเข่นค้ำ                                                        สะอึกสู้ดัสกร ”

(โคลงภาพพระราชพงศาวดาร)

6.      ภยานกรส(รสแห่งความกลัว)  แสดงอารมณ์หวาดกลัว  ความทุกขเวทนา  เช่น

                   “ สุริเย  ในเมื่อพระทิพากรจวนจะเลี้ยวลด  อัสดงคตเข้ายามค่ำสนธโยภาส  เป็นเพลาพาฬมฤคราชร้องก้องคะนองไพร  แซ่เสียงสุนัขไนนี่มาเห่าหอนอยู่มะหมี่  เสียงชะนีเหนี่ยวไม้ไห้อยู่โดยโหยละห้อยวิเวกวังเวง ”

                   (มหาเวสสันดรชาดก:กัณฑ์กุมาร)

7.      วิภัจฉารส(รสแห่งความชัง)  แสดงความเกลียดชัง  เช่น

                   “ ฉวยชฎานาง  กระชากฉุดให้หลุดพลัด  รวบพระกรกระหวัดทั้งซ้ายขวาให้พระนางอุตตานุภาพ  ฟาดด้วยดาบแล้วก็เหวี่ยงลงตรงพระพาหา ” 

8.      อัพภูตรส(รสแห่งความประหลาดใจ)  แสองอารมณ์ประหลาดใจ  อัศจรรย์ใจ  เช่น

                   “ อยํ  มหาปฐวี  อันว่าภาคพื้นพระธรณีอันหนาแน่นได้สองแสนสี่หมื่นโยชน์  เสียงอุโฆษครื้นครั่น  ดังไฟบรรลัยกัลป์จะผลาญโลกให้ทำลายวายวินาศ ”

                                                                                     (มหาเวสสันดรชาดก)

9.      สันตรส(รสแห่งความสงบ)  แสดงความสงบ  ได้ชื่อว่าเป็นอารมณ์สูงสุดแห่งวรรณคดี  เช่น

 

         เนียมนุ่มหุ้มห่อลอออ่อน        ชุกซอนฟอนหาอาหาร

เหยียดหยัดอิริยาอาการ                    ผสานกลมกลืนดื่นดาษดา

สรรพสิ่งเกี่ยวพันกันหมด                น้ำหยดกระเทือนเวหา

เด็ดไม้กระเทือนดารา                       ยอดหญ้าหยั่งถึงสมุทไท

(เพลงขลุ่ยผิว:เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์)

               กวีโวหาร  หมายถึง  เป็นการใช้คำประพันธ์อย่างมีรูปแบบ  เพื่อก่อให้เกิดความอลังการ  ซึ่งจำแนกได้เป็น 2 ประเภท

1.      ศัพทาลังการ  คือ  ความอลังการด้านเสียงของถ้อยคำและระดับเสียงที่ก่อให้เกิด

จินตภาพแก่ผู้อ่าน  ประกอบด้วย

-          เสียงสัมผัส  ทั้งสัมผัสอักษรและสัมผัสสระ  เช่น

                    เป็นชะวากวุ้งเวิ้งตะเพิงพัก      แง่ชะงักเงื้อมชะง่อนล้วนก้อนหิน

บ้างใสสดหยดย้อยเหมือนหลอยนิล            บ้างเหมือนกลิ่นพู่ห้อยเรียงราย

                   (เสภาขุนช้างขุนแผน)

                   ไม่เห็นนุชสุดจะทรงพระองค์ซวน            ละห้อยหวนหิวโหยด้วยโรยแรง

ยลยี่ภู่ปูเปล่าเศร้าสลด                                                   ระทวยทดทอดทบซบกันแสง

                                                                                     (นิราศอิเหนา)

-          เสียงหนักเสียงเบา  คือการใช้เสียงหนักเบาหรือเสียงสั้นยาวสลับกันเป็นคู่ๆ  ทำให้ผู้อ่านรู้สึกความไพเราะของเสียงและจินตภาพ  เช่น

    ดูน้ำวิ่งกลิ้งเชี่ยวเป็นเกลียวกลอก     กลับกระฉอกฉาดฉัดฉวัดเฉวียง

บ้างพลุ่งพลุ่งวุ้งวงเป็นกงเกวียน           ดูเวียนเวียนคว้างคว้างเป็นหว่างวน

(นิราศภูเขาทอง)

-          การใช้คำซ้ำ  นอกจากเกิดความไพเราะของเสียงแล้ว  ยังช่วยให้ความหมายของกวีนิพนธ์แจ่มแจ้งขึ้นอีกด้วย  เช่น

                   จะหักอื่นขืนหักก็จักได้              หักอาลัยนี้ไม่หลุดสุดจะหัก

สารพัดตัดขาดประหลาดนัก                       แต่ตัดรักนี้ไม่ขาดประหลาดใจ

(นิราศอิเหนา)

                   เสียเทียนเสียธูปซ้ำ                                     เสียศรัทธา

เสียที่มีกมลมา -                                                            โนชน้อม

เสียดายฝ่ายศาสนา                                                        สมณะ  พระเอย

เสียน่าตาหูพร้อม                                                          เพราะรู้ดูเห็น

                   (นิราศสุพรรณ)

                   ครั้งเช้าก็หิ้วเช้า                                          ชายป่าเต้าไปตามชาย

ลูกไม้บทันงาย                                                             จำงายราชจะอดยืน

เป็นใดคืนมาค่ำ                                                             อยู่จรหล่ำต่อกลางคืน

เห็นกูนี้โหดหืน                                                             มาดูแคลนเพื่ออันใด

(มหาชาติคำหลวง)

-          การเลียนเสียงธรรมชาติ 

เสียงปี่ เช่น

                   ต้อยตะริดติ๊ดตี่เจ้าพี่เอ๋ย                              จะละเลยเร่ร่อนไปนอนไหน

แอ้อีอ่อยสร้อยฟ้าสุมาลัย                                               แม้นเด็ดได้แล้วไม่ร้างให้ห่างเอย

                   (พระอภัยมณี)

เสียงน้ำกระเซ็น  เช่น

                   กะโจงจ้วงกระจ๋อมแจ๋ม                            แฉล้มแช่มชลาไหล

ฤดีซ่านสำราญนัย-                                                        น  ทอดทัศนานาง

(อิลราชคำฉันท์)

เสียงอาวุธกระทบกัน  เช่น

                   เงื้อดาบฟาดฉะฉาด                                    ง่าง้าวฟาดฉะฉับ…

เสียงสัตว์  เช่น

                   เสียงลิงค่างบ่างชนีวะหวีโหย                    กระหึมโหยห้อยไม้น่าใจหาย 

เสียงผัวผัวตัวเมียเที่ยวโยนกาย                                     เห็นคนอายแอบอิงกับกิ่งยาง

(ลิลิตตะเลงพ่าย)

 

 

 

                   เกือบรุ่งฝูงช้างแซ่                                      แปร๋แปร๋น

กวดป่ามาแกร๋แกร๋น                                                     เกริ่นย่าน

ฮูมฮูมอุ่นอึงแสน                                                           สนั่นรอบ  ขอบแฮ

คึกคึกทึกเสทือนสท้าน                                                 ถิ่นไม้ไพรพนม

                                                                                                            (นิราศสุพรรณ)

-          ระดับของถ้อยคำที่เหมาะสมกับเนื้อความ  การสรรคำใช้ให้ถูกระดับจะช่วยให้เกิดความสมจริงในกวีนิพนธ์  จัดเป็นงามอย่างหนึ่งของกวีนิพนธ์  ดังตัวอย่าง

                   “ เมื่อนั้น                                                    ตาจองลองแค้นใครไม่มีคู่

มีเถ้าถิ่งกาลีมันมีชู้                                                        อ้ายวางซองเสือกจู่เข้าครอบครอง

ชวนตาเถ้าจับปี๊บรีบเข้าป่า                                           วานแกมาช่วยเขม้นเป็นที่สอง

โรงศาลก็ไม่มีที่จะฟ้อง                                                 จึงจนใจได้แต่ลองฝีมือมัน ”

ฯลฯ

                   (เงาะป่า)

2. อรรถลังการ  คือ  ความงามของกวีนิพนธ์  ซึ่งอาจเกิดจากทั้งการใช้ถ้อยคำที่ตรงไปตรงมา  การใช้โวหาร  การใช้โวหาร  และการใช้ถ้อยคำที่เป็นสัญลักษณ์

ถ้อยคำที่มีความหมายตรงตามศัพท์  กวีนิพนธ์ที่ใช้ถ้อยคำตรงไปตรงมา  จะเพิ่มความงดงามขึ้นด้วยศัพทาลังการชนิดต่างๆ  เช่น

                   “ กะลิงกะลางนางนวลนอนเรียง              พระยาคลอเคียง

แอ่นเอี้ยงอีโก้งโทงเทง

                   ค้อนทองเสียงร้องป๋องเป๋ง                         เพลินฟังวังเวง

อีเก้งเริงร้องลองเชิง

                   ฝูงละมั่งฝังดินกินเพลิง                              คางแข็งแรงเริง

ยืนเบิ่งบึ้งหน้าตาโพลง

                   ป่าสูงยูงยางช้างโขลง                                อึงคะนึงผึงโผง

โยงกันเล่นน้ำคล่ำไป ”                                                

(กาพย์พระไชยสุริยา)

                   กาพย์ฉบังบทนี้เมื่ออ่านแล้วภาพในจิตของอ่าน  คือ  พฤติกรรมของสัตว์ชนิดต่างๆ  ในป่าทึบเป็นภาพที่แจ่มชัดเจน  ด้วยการใช้ถ้อยคำตรงไปตรงมา  มีเสียงเสนาะ  ด้วยการใช้สัมผัสสระ  สัมผัสอักษร  การใช้เสียงหนักเบา  และการเลียนเสียงธรรมชาติ  จัดเป็นกวีนิพนธ์ที่มีสุนทรียะ

                   โวหารหรือกวีโวหาร  เป็นชั้นเชิงของถ้อยคำ  ได้แก่  การใช้ถ้อยคำ 

ได้แก่  การใช้ถ้อยคำที่จะเข้าใจความหมายตีความ  มิใช่อ่านตรงๆ  เช่น  การเปรียบเทียบ  การกล่าวเกินจริง  ฯลฯ  โวหารจะช่วยให้เกิดรสในการอ่านลึกซึ้งขึ้น  ดังเช่นกวีชมความงามของหญิงที่รักการหลู่ความงามของดวงจันทร์  แทนการกล่าวชมตรงๆ  ในนิราศนรินทร์  เป็นต้น  เช่น   

                   ชมแขคิดใช่หน้า                                        นวลนาง

เดือนตำหนิวงกลาง                                                      ต่ายแต้ม

พิมพ์พักตร์แม่เพ็ญปราง                                               จักเปรียบ  ใดนา

ขำกว่าแขไขแย้ม                                                          ยิ่งยิ้มอัปสร

                   ในกำสรวลโคลงดั้นกวีแสดงความคิดถึงคนรักด้วยการพรรณาถึงความอดอยากอาหาร  เช่น

                   บได้กล้ำเข้าแต่                                          วันมา

กลืนแต่ยาคูกวน                                                           กึ่งซ้อน

รฤกกรพลาพิม                                                             พระมาศ  กูเอย

ดาลกระหายเร่าร้อน                                                     ราคคืน