บทที่  ๒

ลักษณะบังคับของคำประพันธ์ไทย

 ในเรื่องคำประพันธ์จะมีข้อบังคับหรือที่เราเรียกว่า ฉันทลักษณ์  อยู่ทั่วไป 9 อย่าง  ก็คือ 

1. คณะ  คือการจัดหมวดหมู่  ได้แก่

-          บท  คือ  ตอนๆหนึ่งของคำประพันธ์

บาท  คือ  ส่วนที่แยกออกมาจากบท  คำประพันธ์บางประเภทมี 1 บาท 2 บาท  สุดแล้วแต่ข้อบังคับของแต่ละชนิด

-          วรรค  คือ  เป็นส่วนที่แยะย่อยออกมาจากบาทอีกทีหนึ่ง  บางบาทอาจะมี1 วรรค 2 วรรค หรือ มากกว่านั้นก็ได้

-          คำหรือพยางค์  คือ  เสียงที่เปล่งออกมาในครั้งๆหนึ่ง

2. สัมผัส  คือการคล้องจองของคำไทยซึ่งเราแบ่งออกเป็น 2 ชนิด

-          สัมผัสสระ  คือ  เสียงสระพ้องกันตามมาตราเดียวกันด้วย  เช่น  สระอะ  ก็ต้องพ้องกับพยางค์ที่ประสมด้วยสระอะ  และต้องอยู่ในมาตราเดียวกัน  เช่น  กะ  กับ  จะ  ฉีก  กับ  ฯลฯ  ถึงแม้เสียงวรรณยุกต์ต่างกันก็ตาม  เช่น  เต็ม  กับ  เข้ม ชัย  ฯลฯ

-          สัมผัสอักษร  คือ  การใช้เสียงตัวอักษรพ้องกัน  และอักษรในที่นี้หมายถึงเสียงพยัญชนะ  เช่น  เขา  ขัน  หรืออาจจะเขียนรูปต่างกันก็ได้  แต่เสียงพยัญชนะจะต้องร่วมกัน  เช่น  ซุง  ทราบ  สร้าง  สรรค์

2.1 ประเภทของสัมผัส  แบ่งออกเป็น 2 ประเภท  ได้แก่

-          สัมผัสใน  คือสัมผัสที่คล้องจองอยู่ในวรรคเดียวกัน  ซึ่งมีวิธีผูกสัมผัส 2 วิธี  คือ

1. สัมผัสชิด  คือ  สัมผัสที่อยู่ติดกัน  นิยมใช้ทั้งสัมผัสสระและสัมผัสอักษร  เช่น  ลูกนกยกปีกป้อง  อ้าปากร้องซ้องแซ่เสียง  คำว่า  นก  กับ  ยก  และร้อง  กับ  ซ้อง  เป็นสัมผัสชิด  โดยอยู่ติดกันเป็นคู่ๆ  ซึ่งในคำประพันธ์วรรคหนึ่งๆ  จะมีเกินหนึ่งคู่ก็ได้  เช่น 

ความจงรักภักดีมีทุกผู้  ส่วนสัมผัสอักษรชิดก็มี  ลักษณะในทำนองเดียวกัน  เช่น  ผุดผ่องผาดพึงพิศพินิจหน้า  

2. สัมผัสคั่น  คือ  คำสัมผัสที่มีคำอื่นมาคั่นอยู่หว่างกลาง  เช่น  แม้ชีวิตปลิดไปเพื่อไทยอยู่  จะยอมสู้จนเลือดสาดไม่ขลาดหนี  ไป  กับ  ไทย  และ  สาด  กับ  ขลาด  เป็นคำสัมผัสกัน  แต่มีเพื่อ  และ  ไม่  มาคั่นอยู่  สัมผัสคั่นอักษรก็ทำนองเดียวกัน  เช่น  สักคำน้อยมิให้แหนงระแวงโสต  ใยขึ้งโกรธมาเกี้ยวกราดตัดขาดพี่  น้อย  กับ  แหนง  และ  โกรธ  กับเกี้ยว  เป็น  คำสัมผัสคั่นอักษร  โดยมีคำว่า  ให้  และคำว่า  มา  คั่นอยู่   

-          สัมผัสนอก  คือสัมผัสนอกวรรค  ซึ่งเป็นการส่งสัมผัสจากวรรคหนึ่งไปยังอีกวรรคหนึ่งโดยไม่ซ้ำคำเดิม  ซึ่งสัมผัสนอกนี้เป็นสัมผัสบังคับ  และต้องเป็นสัมผัสสระเท่านั้นซึ่งมีวิธีผูกสัมผัส 12 วิธี

1.      สัมผัสแบบเคียง  คือ  สัมผัสสระที่มีสระเดียวกันเรียงสองคำ  เช่น  แม้นเนื้อเย็นเป็น  ห้วงมหรรณพ

2. สัมผัสแบบเทียบเคียง  คือ  สัมผัสสระที่มีสระเดียวกันเรียงสามคำ   เช่น  จะได้กกกิ่งไม้ในไพรสัณฑ์

3.      สัมผัสแบบทบเคียง  คือ  สัมผัสสระที่มีสระเดียวกันสองคำ  เช่น  ไม่รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา

4.      สัมผัสแบบเทียมเอก  คือ  สัมผัสสระที่มีสระเดียวกันสองคำ  มีสระอื่นคั่นกลางหนึ่งคำ  และอยู่ปลายวรรค  เช่น 

ดูประเทืองเรืองแสงทองสาดส่อง

5.      สัมผัสแบบแทรกเคียง  คือ  สัมผัสสระที่มีสระเดียวกันสองคำ

มีสระอื่นคั่นกลางหนึ่งคำ  อาจอยู่ต้นวรรคหรือกลางวรรค  เช่น

ก็ใครเล่าที่เขามาหาวันนั้น

6.      สัมผัสแบบแทรกเอก  คือ  สัมผัสสระที่มีสระเคียงกัน 2 คำ  มี

สระอื่นคั่นกลาง 2 คำ  เช่น  ให้สมพรปากที่หล่อนอวยพรมา

7.      สัมผัสแบบคู่  คือ  สัมผัสพยัญชนะที่ใช้พยัญชนะต้นตัวเดียว

กันเรียง 2 คำ  เช่น จะคร่ำครวญรัญจวนใจไปใยเล่า

8.      สัมผัสแบบเทียมรถ  คือ  สัมผัสพยัญชนะที่ใช้พยัญชนะเดียวกันเรียง 4 คำ  เช่น  เสียงจิ้งหรีดหวีดแว่ววิเวกใจ

9.      สัมผัสแบบเทียบรถ  คือ  สัมผัสพยัญชนะที่ใช้พยัญชนะตัวเดียวกันเรียง 5 คำ  เช่น  พี่จำใจจากเจ้าพรากมา

10. สัมผัสแบบทบคู่  คือ  สัมผัสพยัญชนะที่ใช้พยัญชนะเรียงกันเป็นคู่  เช่น  พี่จำคร่ำครวญหวนหาสุดาดวง

11. สัมผัสแบบแทรกคู่  คือ  สัมผัสพยัญชนะที่ใช้พยัญชนะเดียวกันสองคำ  มีคำที่ใช้พยัญชนะอื่นคั่นกลางคำหนึ่งคำ  เช่น 

มีคนเขาชื่นชอบในเชิงกลอน

12. สัมผัสแบบแทรกรถ  คือ  สัมผัสพยัญชนะเดียวกันสองคำ  และมีพยัญชนะอื่นคั่นกลางสองคำ  เช่น  ไม่เคยคิดก็อย่าคอยระแวงใจ

3. คำครุ-ลหุ  คือ  เป็นคำที่ใช้บังคับในการแต่งฉันทลักษณ์

                   คำครุ  ได้แก่

-          เป็นคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาวในมาตราแม่ ก กา                  

ทั้งหมด  เช่น  ตา  ตี  ปู  นา  ตัว  โต  ฯลฯ

-          เป็นคำที่มีตัวสะกด  เช่น 

      ฉันรักเธอด้วยความไหวหวั่น  ว่าสักวันฉันคงถูกทอดทิ้ง

-          เป็นคำที่ประสมด้วยสระอำ  ใอ  ไอ  เอา  เช่น  จำ  ใจ  ไป  เอา

คำลหุ  ได้แก่

                   -    เป็นคำที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นในมาตราแม่ ก กา                  

 ทั้งหมด  เช่น  จะ  ติ  ดุ  เตะ

-          เป็นคำที่ไม่มีตัวสะกด  เช่น  ธ  ณ  ร

-        เป็นพยัญชนะเดี่ยวๆ  ได้แก่  ธ  ณ  บ่  บ  ก็  ฤ

4. คำเอก-คำโท  จะมีอยู่ในโคลงและร่าย  เมื่อเราไม่สามารถหาคำเอก-โทมาเชื่อมแต่งบทประพันธ์  เราก็สามารถใช้คำเอกโทษ - โทโทษแทนที่ได้

-          คำเอกโทษ  คือ  คำที่ปกติใช้ไม้โท  แต่เมื่อจำเป็นก็ใช้คำที่มีไม้เอกแทน  เช่น  ใช้ เขี้ยวแทนเคี่ยว  ข้าแทนค่า  เส้นแทนเซ่น  ผ้าแทนพ่า

-          คำโทโทษ  คือ  คือ  คำที่ปกติใช้ไม้เอก  แต่เมื่อจำเป็นก็ใช้คำที่มีไม้โทแทน  เช่น  ใช้ช่วยแทนฉ้วย  ว่ายแทนหว้าย  ว่าแทนหว้า

5. คำเป็น-คำตาย  ใช้ในการแต่งโคลง  ร่าย  กลบทต่างๆ

-          คำเป็น  คือ  คำที่ประสมด้วยสระเสียงยาวในมาตราแม่ ก  กา  และคำที่ประสมสระ  อำ  ใอ  ไอ  เอา  เช่น  ลา  ที  กางเขนน้อย  จำ  ใจ  ไป  เอา

-          คำตาย  คือ  พยางค์ที่ประสมสระเสียงสั้นในมาตราแม่ก  กา  และคำที่มีตัวสะกดในมาตราแม่  กก  กด  กบ  เช่น  จะ  รัก  เครียด  บาป

6. เสียงวรรณยุกต์    วรรณยุกต์มี 4 รูป  คือ  ก่  ก้  ก๊  ก๋  และวรรณยุกต์มี 5 เสียง  คือ  เสียงสามัญ  เอก  โท  ตรี  และเสียงจัตวา  ซึ่งคำในภาษาไทยนั้นคำทุกคำมีเสียงวรรณยุกต์ทั้งสิ้น  โดยนักเรียนจะต้องเข้าใจเรื่องไตรยางศ์(อักษร 3 หมู่ได้แก่  อักษรกลาง  อักษรต่ำ  อักษรสูง  ซึ่งเป็นพื้นฐานของการผันอักษร  และเป็นพื้นฐานของการผันเสียงวรรณยุกต์ด้วย 

เสียงเอก  ได้แก่  เสียงเบา  ซึ่งใช้อักษรเหล่านี้   

1.      เสียงอักษรสูงและอักษรกลาง  ที่ใช้เป็นคำตาย  ผันอักษรไม่ได้  เช่นคำว่า  ขะ  ผวัะ  สิ  กลับ  จิก  หัด  ดุ

2.      เสียงอักษรสูงและเสียงอักษรกลาง  ที่บังคับด้วยไม้เอก  เช่น  ไก่  ฉิ่ง  ข่า  ตุ่ม  ผ่าน  อึ่ง  จ่าย 

เสียงโท  ได้แก่  เสียงที่หนัก  ซึ่งใช้อักษรเหล่านี้

1.      เสียงอักษรสูงและอักษรกลางที่ใช้บังคับด้วยไม้โท  เช่น  ข้าว  กุ้ง  แห้ง  หม้อ  ต้ม  กล้วย

2.      เสียงอักษรต่ำที่บังคับด้วยไม้เอก  เช่น  พ่อ  แม่  ย่า  รุ่ง  ไล่  วิ่ง  ค่าย

3.      เสียงอักษรต่ำ  ใช้สระเสียงยาวมีตัวสะกด(ก  ด  บเช่น  ยาก  รูป  ภาพ  ซูบ  ซีด  โทษ

เสียงตรี  ได้แก่  เสียงที่ค่อนข้างแหลม  ซึ่งใช้อักษรเหล่านี้

1.      อักษรกลางที่ใช้บังคับด้วยไม้ตรี  เช่น  โจ๊ก  ตุ๊ก  วี๊ด  แป๊ด  แด็ก  เจ๊  เก๊ะ  แป๊ะ

2.      อักษรต่ำที่ใช้บังคับด้วยไม้โท  เช่น  ว้าย  ฟ้า  น้า  แย้ง  ร้าน  ไว้  แค้น  ฯลฯ

3.      อักษรต่ำที่เป็นคำตาย  ใช้บังคับด้วยสระเสียงสั้น  เช่น  นะ  คะ  มะลิ  ธุระ  เยอะแยะ  พิศ  นิด  คุค  รัก  นึก  ชิด

เสียงจัตวา  ได้แก่  เสียงสูงหรือเสียงแหลมซึ่งใช้อักษรเหล่านี้

1.      อักษรสูงที่ใช้สระเสียงยาว  เช่น  ขา  แขน  ผิว  สวย  ผิว  ขาว  หวง  แหน  ผี  ผอง 

2.      อักษรต่ำที่มีสระเสียงยาวผันอักษรให้มี ห นำหน้า  เช่น  หมอ  หมอง  หมิว  หนอง  หนัง  หรือ  แหยง  หลาว  แหวน

3.      อักษรกลางที่ใช้บังคับด้วยไม้จัตวา  เช่น  เก๋  จิ๋ม  เด๋อ  แต๋ว  ปุ๋ม  ปุ๋ย  อ๋อย

7. พยางค์  คือ เสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่งๆ  จะมีความหมายหรือไม่มีก็ได้  การนับพยางค์  แล้วแต่ลักษณะบังคับของร้อยกรองแต่ละประเภทในการแต่งโคลง  กลอน  กาพย์  นับคำเดียวหลายพยางค์ได้  เช่น  ประตู – 1 คำ 2 พยางค์  การะเกด 1 คำ 3 พยางค์  นมัสการ 1 คำ 4 พยางค์

8. คำนำ  คือ คำขึ้นต้นสำหรับร้อยกรองบางประเภท  เช่น

กลอนสักวา – ใช้คำขึ้นต้นว่า สักวา

กลอนบทละคร – ใช้คำขึ้นต้นว่า  เมื่อนั้น  บัดนั้น  ครานั้น

9. คำสร้อย  เป็นคำที่ใช้ลงท้ายวรรค  ท้ายบทหรือท้ายบาท  เพื่อเพิ่มความไพเราะใน  การเอื้อนเสียง  หรือเพิ่มข้อความให้สมบรูณ์ยิ่งขึ้น  บางแห่งใช้ย้ำความหมาย  ใช้เป็นคำถาม  ใช้เพื่อให้ครบจำนวนคำและความ  คำสร้อยนี้ใช้เฉพาะโคลงกับร่าย  มักจะเป็นคำเป็น  วิธีใช้คำสร้อยจะใช้คำที่มีความหมายเพียงคำเดียว  เช่น  แลนา  เราเฮย  นี้นา  ฯลฯ  ไม่ใช้คำที่มีความหมายทั้งสองคำ  เช่น  เปลี่ยนแปลง  ด้วยเรา  ต้นทาง